ในวันออกพรรษาของทุกๆ ปี
มีประชาชนมากมายต่างแห่แหนกันไปเฝ้าชมบั้งไฟพญานาคเพื่อเป็นบุญตาสักครั้ง
ผู้ที่เคยเห็นแล้วเกิดความประทับใจกลับมาชมซ้ำก็มี
ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยเห็น
บ้างมาเพราะเชื่อและศรัทธาในพญานาคจึงอยากมาร่วมบุญด้วย
เพราะเชื่อว่าพญานาคพ่นบั้งไปออกมาเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า
แต่บ้างก็มาเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาตนเองว่ามีจริงหรือไม่ มีลักษณะเป็นอย่างไร
จะเป็นฝีมือของพญานาค ฝีมือธรรมชาติ หรือฝีมือมนุษย์กันแน่
แม้ความคิดความเชื่อจะแบ่งแยกแตกต่าง
แต่หลายปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นทุกปี
และจะมีเฉพาะวันออกพรรษาเท่านั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
หลักฐานมาพุทธประวัติกล่าวถึงเหตุเบื้องต้นว่า...
ในพรรษาที่ 7 (นับแต่พระองค์ตรัสรู้เป็นต้นมา) พระพุทธเจ้าได้เสด็จจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เพราะต้องการที่จะแสดงธรรมโปรดพุทธมารดา คือ พระนางสิริมหามายา
ซึ่งเมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้วได้เสด็จบังเกิดที่สวรรค์ชั้นดุสิต
เมื่อพระอินทร์ทราบข่าวว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาจำพรรษาที่นี่
ก็ทรงป่าวประกาศแก่หมู่เทพยดาในสวรรค์ให้มาร่วมชุมนุนเพื่อฟังธรรมพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดพุทธมารดาทั้งพรรษาจนพุทธมารดาบรรลุโสดาปัตติผลในที่สุด
ส่วนเทพนอกนั้นได้บรรลุมรรคผลตามสมควรอุปนิสัยแห่งตน
เมื่อครบพรรษาพระองค์ก็เสด็จกลับลงมา โดยพระอินทร์ได้เนรมิตบันไดขึ้น
3 บันไดเป็นที่เสด็จลง คือ บันไดทอง บันไดเงิน และบันไดแก้วมณี
บันไดทองสำหรับหมู่เทพอยู่ด้านขวา บันไดเงินสำหรับท้าวมหาพรหมอยู่ด้านซ้าย
และบันไดแก้วมณีอยู่ตรงกลางสำหรับพระพุทธเจ้า
ในระหว่างที่พระพุทธองค์เสด็จลงจากดาวดึวส์นั้น
พระองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ขณะประทับยืนอยู่ที่บันไดแก้ว โดยได้ทรงทอดพระเนตรไป
ทางทิศเบื้องบน แล้วเทวโลกและพรหมโลกก็เปิดมองเห็นโล่ง
จากนั้นก็ทรงทอดพระเนตรไปในทิศเบื้องต่ำ นิรยโลกทั้งหลายก็เปิดโล่งอีกเช่นกัน ครั้งนั้น
สวรรค์ มนุษย์ และสัตว์นรก ต่างก็เห็นซึ่งกันและกันทั่วจักรวาล
ชาวพุทธเรียกเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า “เปิดโลก”
ผู้อาศัยอยู่ในสามโลกมองเห็นกัน มนุษย์เห็นเทวดา เทวดาเห็นมนุษย์
มนุษย์และเทวดาเห็นสัตว์นรก สัตว์นรกเห็นเทวดาและมนุษยื
แล้วต่างเหลียวมองดูพระพุทธเจ้าผู้เสด็จลงจากสวรรค์ด้วยพระเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ ในคัมภีร์ธรรมบทที่พระพุทธโฆษาจารย์เป็นผู้แต่งถึงกับกล่าวไว้ว่า
“วันนี้คนทั้งสามโลกได้เห็นแล้ว ที่ไม่อยากเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่มีเลยสักคน”
หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีตำนานเล่าต่อกันมาว่า... ขณะนั้นเอง
พญานาคซึ่งเฝ้ามองพระองค์อยู่ก็มีความปรารถนาดุจเดียวกัน
จนเกิดความปีติและศรัทธาอย่างแรงกล้า
ประกอบกับบุญบารมีที่ได้ถืออุโบสถศีลมาตลอดทั้งพรรษา
ทำให้พญานาคสามารถกลั่นดวงประทีปที่สุกใสที่เกิดจากใจอันเป็นกุศลออกมาได้
และได้พ่นดวงประทีปหรือบั้งไฟพญานาคเหล่านั้นขึ้นสู่ท้องฟ้าดวงแล้วดวงเล่าดวงแล้วดวงเล่าเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแก่พระองค์
นับจากนั้นเป็นต้นมา
พญานาคก็ยึดเอาวันออกพรรษาของทุกปีออกมาพ่นบั้งไฟอย่างพร้อมเพรียงกัน
เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและรำลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากเทวโลก
แต่ก็ใช่ว่าพญานาคทุกตัวจะสามารถพ่นบั้งไฟได้ พญานาคที่พ่นบั้งไฟได้ คือ
พญานาคที่มีความเลื่อมใสศรัทาในพระพุทธศาสนาและถืออุโบสถศีลตลอดทั้งพรรษา เท่านั้น
ถึงจะมีกำลังบุญและแรงปิติมากพอสร้างบั้งไฟขึ้นมาได้
ซึ่งขนาดของลูกไฟจะใหญ่หรือเล็กก็ตามแต่กำลังบุญของพญานาคตัวนั้นๆ
ส่วนจำนวนบั้งไฟพญานาคในแต่ละปีจะมีจำนวนมากหรือน้อย
ก็ขึ้นอยู่กับว่าปีนั้นมีพญานาคถืออุโบสถศีลมากน้อยเพียงใด เพราะพญานาคนั้นแม้จะเกิดขึ้นในชั้นของสวรรค์ก็ยังมีกิเลสและบริโภคกามอยู่
บ้างมัวเพลิดเพลินในทิพย์สมบัติ บ้างศีลขาดเพราะทนคิดถึงนางนาคมาณวิกาไม่ไหวก็มี
โดยการจำศีลของพญานาค ขณะจำศีลจะมีพุทธานุสติเป็นอารมณ์ คือระลึกถึงเหตุการณ์ใน วันเทโวโรหนะ
(แปลว่า วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก)
โดยพวกที่เคยเห็นในวันนั้นจะบอกเล่าแก่ผู้ที่มาภายหลังให้ระลึกถึงตามไปด้วย
ดังนั้นความศรัทธาและความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าจึงยังไม่เสื่อมคลายไปตามกาลเวลาที่พ้นผ่าน
เพราะมีการสืบทอดสิ่งต่างๆ จากรุ่นสู่รุ่นเช่นเดียวกับมนุษย์
รวมถึงความสามารถระลึกชาติได้เองของพญานาคอีกปัจจัยหนึ่ง
ทำให้การพ่นบั้งไฟพญานาคเปรียบเหมือนประเพณีที่เหล่าพยานาคต่างยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา
จะมีคลาดเคลื่อนจากเดิมไปบ้างก็คือเรื่องเวลาเท่านั้น คือเปลี่ยนจากกลางวัน
(ตามพุทธประวัติ) เป็นเวลากลางคืนแทน ก็เพราะ ประการแรก พญานาคจะยึดเวลาตามจันทรคติ
ใช้ดวงจันทรืเป็นเครื่องกำหนดรู้
โดยยึดวันเข้าและออกพรรษาตามปฏิทินของเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา
ซึ่งตรงกับวันออกพรรษาของลาว คือ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของปฏิทินไทย ประการที่สอง
ดวงจันทร์วันเพ็ญจะมีอิทธิพลต่อจิตใจของพญานาคมาก เมื่อได้เห็นดวงจันทร์เต็มดวงจะยิ่งทำให้เกิดความปิติมากขึ้นไปอีกจนสามารถพ่นบั้งไฟพญานาคออกมาได้
ประการที่สาม
คือเดือนเพ็ญเป็นคืนที่เทวดาและมนุษย์สามารถรับกระแสบุญจากพระนิพพานได้อย่างเต็มที่
ส่วนสถานที่พ่นบั้งไฟทำไมถึงมีปรากฏอยู่แค่บริเวณลุ่มน้ำโขงเท่านั้น
เชื่อกันว่ามีสาเหตุมาจากพญานาคที่อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงเป็นพวกเดียวที่มี สัมมาทิฐิ
คือ นับถือพระรัตนไตรเป็นที่พึ่ง เหมือนกับที่ผู้คนสองริมฝั่งโขงนับถือและศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ซึ่งในท้องถิ่นอื่นๆ บ้างมีการเปลี่ยนไปนับถือสาสนาอื่นแล้ว
หรือไม่ก็หันไปนับถือพระเจ้าแทน
พอมนุษย์เหล่านั้นเวียนว่ายตายเกิดเป็นเทวดาหรือพญานาค ก็ยังคงมีความเชื่อเหมือนเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ทุกประการทำให้พญานาคเหล่านั้นไม่สามารถพ่นบั้งไฟได้นั่นเอง


